3 พรรคการเมือง เสนอทางออก ยกระดับท่องเที่ยวไทย กระจายรายได้ ปราบทุนเทา
3 พรรคการเมือง เสนอทางออกยกระดับท่องเที่ยวไทย กระจายรายได้ ปราบทุนเทา สร้างโอกาสในเวทีโลก เพื่อไทย ยังดัน Entertainment Complex
ตัวแทน 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมนำเสนอมุมมองและนโยบายการท่องเที่ยวของพรรค ภายใต้หัวข้อ “ท่องเที่ยวไทย เอายังไงดี” ซึ่งจัดโดย สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) และสมาคมโรงแรมไทย (THA)
โดยนายสุรเกียรติ เทียนทอง ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยแนวคิดและนโยบายด้านการท่องเที่ยวของพรรคว่า แกนนโยบายหลัก คือ การยกระดับเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยภาคการท่องเที่ยวต้องขับเคลื่อนผ่านภาคบริการ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ เดินหน้านโยบาย Upskill–Reskill แรงงาน
ภายใต้แนวคิด “เรียนได้งบ จบได้งาน” เพื่อไม่ให้แรงงานเสียโอกาสทางรายได้
สำหรับทิศทางการท่องเที่ยว พรรคเพื่อไทยมุ่งผลักดัน 3 ด้านหลัก ได้แก่
1.)Event Hub และ World Class Destination ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางจัดอีเวนต์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
2.)Medical, Health and Beauty Hub ต่อยอดจุดแข็งด้านการแพทย์ การรักษา ศัลยกรรม และการผ่าตัดแปลงเพศ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูงและพำนักระยะยาว
3.)Wedding Destination ผลักดันไทยเป็นจุดหมายปลายทางการแต่งงาน โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง
สำหรับประเด็น Entertainment Complex นายสุรเกียรติ ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงมองเป้าหมายที่การสร้าง World Class Attraction เป็นหลัก ส่วนเรื่องคาสิโน พรรคยังรับฟังเสียงประชาชน หากสามารถดึงแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกได้โดยไม่ต้องมีคาสิโน ก็ถือเป็นแนวทางที่ดีเช่นกัน
พรรคประชาชน นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ตัวแทนพรรค ระบุว่า พรรคประชาชนมองบทบาทภาครัฐในฐานะ “ผู้สนับสนุนภาคเอกชน” เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีภาคเอกชนที่เข้มแข็งอยู่แล้ว โดยโจทย์สำคัญของการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันสามารถสรุปเป็น 5 ประเด็นหลัก คือ
1.)การกระจุกตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งเม็ดเงินกว่า 70% ยังคงอยู่เพียง 5 เมืองหลัก และกระจุกตัวตามฤดูกาล ส่งผลให้รายได้ไม่กระจายไปถึงเมืองรองและประชาชนรายย่อย พรรคประชาชนเห็นว่าจำเป็นต้องออกแบบนโยบายให้การท่องเที่ยวกระจายทั้งเชิงพื้นที่และตลอดทั้งปี
2.)นักท่องเที่ยวไม่กลับมาเที่ยวซ้ำ เนื่องจากขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ขณะที่ประเทศคู่แข่งเร่งพัฒนา Destination ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
3.)ปัญหาทุนเทาและนอมินี โดยประเมินว่ารายได้จากการท่องเที่ยวราว 20–30% รั่วไหลไปอยู่ในธุรกิจผิดกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ ทั้งด้านราคา ภาษี และความเป็นธรรมในการแข่งขัน
4.)โจทย์ดิจิทัลและแพลตฟอร์ม ทั้ง OTA และแอปพลิเคชันด้านการท่องเที่ยว นายสิทธิพลระบุว่ารัฐไม่ควรทำแอปเอง แต่ควรสนับสนุนเอกชนที่ทำได้ดี พร้อมใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าเข้ากำกับแพลตฟอร์มที่มีอำนาจเหนือตลาด และสร้างการใช้งานจริงผ่านกลไกของรัฐ เช่น ระบบตรวจคนเข้าเมืองหรือการลงทะเบียนนักท่องเที่ยว
5.)การจัดสรรงบประมาณการท่องเที่ยวที่ไม่สมดุล ซึ่งที่ผ่านมาใช้งบจำนวนมากกับการทำการตลาดและจัดอีเวนต์ แต่ละเลยการลงทุนฝั่ง Supply Side เช่น โครงสร้างพื้นฐานและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ พรรคประชาชนเสนอให้ปรับบทบาทคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวงอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ พรรคประชาชนสรุปทิศทางนโยบายการท่องเที่ยวไว้ 3 หลัก คือ ไม่เทา กำจัดทุนเทาและนอมินีอย่างจริงจัง, เท่ากัน กระจายรายได้และโอกาสไปสู่เมืองรองและผู้ประกอบการรายย่อย และ ทันโลก ใช้เทคโนโลยีและกติกาที่เป็นธรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวีระพงศ์ ประภา ตัวแทนพรรค กล่าวว่า ภาพใหญ่ของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านภายใต้ 4D ได้แก่ Decarbonization ความท้าทายด้านโลกร้อนที่กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยตรง , Digitalization การใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มให้เกิดประโยชน์กับภาคธุรกิจจริง , Demographic Change โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อรูปแบบการเดินทางและการเข้าถึงทรัพยากร และDecoupling ความตึงเครียดทางการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนบทบาทของไทยในเวทีโลก
โดยทั้ง 4 ปัจจัยนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยโดยตรง ขณะที่ดัชนี Travel and Tourism Development Index สะท้อนว่าไทยกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน
พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอแนวคิดให้รัฐทำหน้าที่ “ชี้ทาง เปิดทาง และไม่ขวางทาง” พร้อมเสนอแนวคิด “Super App” ในเชิงกฎหมายแม่บท เพื่อทบทวนและยกเลิกกฎหมายล้าสมัย ลดภาระด้านเอกสารและขั้นตอนราชการให้ธุรกิจท่องเที่ยวดำเนินงานได้คล่องตัวขึ้น
ในด้านโจทย์เร่งด่วน พรรคเห็นพ้องว่าประเทศไทยต้องเร่ง กระจายฐานนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการยกระดับความปลอดภัย ทั้งปัญหาแก๊งหลอกลวง ภัยพิบัติ และการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
พร้อมเสนอนโยบาย 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย บริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เดินหน้ามาตรการ “เที่ยวคนละครึ่ง” และผลักดัน Open Data รวมศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว เพื่อใช้วิเคราะห์ตลาดและทำการตลาดเชิงรุก
ส่วนระยะกลาง เปิดตลาดใหม่และเพิ่มมูลค่า ใช้ ESG และ Eco-tourism เป็นจุดขาย เจาะนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรป ผลักดัน MICE โดยใช้จุดแข็งด้านทำเล การเป็นศูนย์กลางอาเซียน และบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมตั้งกองทุนส่งเสริมเมืองรอง แก้ปัญหา Connectivity, Seed Fund และสร้างเครือข่ายคนในพื้นที่ รวมถึงพัฒนาทักษะแรงงานด้วย “คูปองการศึกษา” สำหรับ Upskill–Reskill ด้านภาษา เทคโนโลยี และการตลาด
ทั้งนี้ในระยะยาว ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบเชื่อมโยงเมืองหลัก–เมืองรอง–แหล่งท่องเที่ยว สนับสนุน Man-made Destination โดยรัฐต้องไม่ขวาง และใช้มาตรการภาษีจูงใจการลงทุน และเชื่อมโยงการเจรจา FTA เพื่อดึงการลงทุน เทคโนโลยี และ Digital Payment เข้าสู่ภาคบริการ
ท้ายที่สุด นายวีระพงศ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนให้รัฐทำหน้าที่ทั้ง Enabler และ Enforcer บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ยอมรับความยากจน ทุนเทา และความไร้ประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการตัดสินใจเลือกรูปแบบรัฐ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขบวนการแข่งขันเศรษฐกิจโลก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB